สมุนไพร



กรรณิการ์
     กรรณิการ์ หรือกันลิกา (Night Blooming Jasmine, Night Jasmine) นั้นเป็นพืชจำพวกต้นชนิดหนึ่งซึ่งมีอยู่ทั้งในอินเดีย ชวา สุมาตรา รวมทั้งไทยด้วย โดยของไทยเราจะมีกรรณิการ์อยู่ 2 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ กรรณิการ์ที่มักนำมาปลูกเป็นไม้ประดับอย่าง Nyctanthes arbor-tristis L. ส่วนกรรณิการ์อีกชนิดหนึ่งนั้นได้สูญพันธุ์ไปจากไทยแล้วคือ Nyctanthes Aculeate Craib ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายมาก

ข้อมูลทางพฤษศาสตร์
อาณาจักร : Plantae
หมวด : Magnoliophyta
ชั้น : Magnoliopsida
อันดับ : Scrophulariales
วงศ์ : Oleaceae
สกุล : Nyctanthes
สปีชีส์ : N. arbor-tristis
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes arbor-tristis L.
ชื่อสามัญ : Night blooming jasmine
ลักษณะทั่วไปของกรรณิการ์
     สำหรับต้นกรรณิการ์นั้นเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 3 – 5 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลขรุขระ ใบเดี่ยวรูปไข่ ปลายแหลม โคนมน โดยดอกจะออกเป็นช่อช่อละประมาณ 3 – 7 ดอก สีขาว มีกลิ่นหอม ส่วนผลของกรรณิการ์นั้นจะเป็นรูปไข่กลับ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว ส่วนผลที่แก่จัดจะแตกออกเป็น 2 ซีก มีเมล็ดซีกละหนึ่งเมล็ด กลมแบนสีน้ำตาล
ประโยชน์และสรรพคุณของกรรณิการ์
     สำหรับประโยชน์และสรรพคุณของกรรณิการ์นั้นมีมากมายตั้งแต่ลำต้น เปลือก ดอก ใบ ยันรากเลยทีเดียว โดยสรรพคุณของกรรณิการ์มีดังนี้
ลำต้น – ใช้สำหรับแก้อาการปวดศีรษะ แก้ไข้ ปวดข้อ โดยมีรสขมเย็น หวานๆ ฝาดๆ
เปลือก – นำเปลือกทั้งต้นชั้นในมาต้มสำหรับดื่มแก้อาการปวดศีรษะได้ดี ให้รสขมเย็น
ดอก – ใช้สำหรับแก้อาการวิงเวียนศีรษะ แก้ไข้ ให้รสขมหวาน
ใบ – ใช้แก้แก้อาการไข้ ปวดข้อ ตานขโมย บำรุงน้ำดี ตลอดจนเจริญอาหาร ให้รสขม
ราก – ช่วยแก้อาการไอ แก้พรรดึก (อุจจาระที่แห้งติดอยู่กับผนังลำไส้ทำให้ถ่ายลำบาก) ท้องผูก แก้ลมและดี บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ผมหงอก ตลอดจนบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง ให้รสขม หวานๆ ฝาดๆ
นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่ากรรณิการ์นั้นเป็นพืชสมุนไพรมีในไทยตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์ จากเดิมมีถิ่นกำเนิดในตอนกลางของอินเดีย และสามารถขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง เพาะเมล็ด หรือปักชำกิ่ง ซึ่งนับได้ว่ากรรณิการ์นั้นเป็นพืชของไทยที่มีอายุมานานนับร้อยปีเลยทีเดียว

กระชาย
     กระชาย หรือขิงจีน (Fingerroot) มีชื่อเรียกตามภาคต่างๆ เช่น ในภาคเหนือเรียกหัวละแอน หรือภาคอีสานเรียกขิงแดง, ขิงทราย ส่วนในภาคกลางกรุงเทพฯ มีชื่อว่าว่านพระอาทิตย์ เป็นต้น เป็นพืชจำพวกเหง้า นิยมปลูกกันมากในไทยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และจีน โดยกระชายนั้นมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด ได้แก่ กระชายเหลือง, กระชายดำ และกระชายแดง
ลักษณะทั่วไปของกระชาย
     กระชายนั้นเป็นพืชล้มลุก เหง้าสั้น อวบน้ำ สามารถแตกรากและหน่อได้ดี รูปทรงกระบอก ปลายเรียว บริเวณผิวมีสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองมีกลิ่นหอม ส่วนใบนั้นเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ โคนใบมนแหลม ขอบเรียบ ส่วนดอกกระชายนั้นเป็นช่อเชิงลด โดยแต่ละดอกจะมีใบประดับอยู่ 2 ใบ สีขาวหรือชมพูอ่อน และผลของกระชายนั้นมักนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหาร เพื่อเพิ่มรสชาติและคุณค่าให้แก่อาหารนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นแกงป่า หรือเมนูผัดต่างๆ แถมยังช่วยดับกลิ่นคาวเนื้อสัตว์ในอาหารได้ดีอีกด้วย


ลำต้นและรากกระชาย
ประโยชน์และสรรพคุณของกระชาย
     เหง้าช่วยในการบำรุงกำลัง แก้ลำไส้ใหญ่อักเสบ โรคต่างๆ อันเกิดในปาก ปากเปื่อย แก้ลมในกองหทัยวาต รวมทั้งใจสั่น บิดปวดเบ่ง ปวดมวนในช่องท้อง ตลอดจนขับระดู แก้มุตกิด (อาการตกขาว) ให้รสขม และเผ็ดร้อน
     ราก (นมกระชาย)มีสรรพคุณคล้ายกับโสม ช่วยในการบำรุงร่างกายให้กระชุ่มกระชวยกระปรี้กระเปร่า รวมทั้งคลายความกำหนัดทางกามารมณ์ แก้โรคกามตายด้าน เสริมสร้างสมรรถภาพทางเพศ ให้รสขม และเผ็ดร้อน
     โดยในปัจจุบันนี้ผู้คนนิยมรับประทานกระชายดำกันมากขึ้นทำให้กระชายเหลืองเริ่มคลายความนิยมลง แต่อย่างไรก็ตาม กระชายเหลืองนั้นก็ยังคงให้สรรพคุณทางยาสมุนไพรมากกว่ากระชายดำ และเนื่องจากกระชายมีประโยชน์และสรรพคุณมากมายและคล้ายกับโสมจึงทำให้กระชายได้ฉายาในวงการแพทย์ว่า “โสมไทย” เลยทีเดียว

กระเจี๊ยบ
     ประโยชน์ของกระเจี๊ยบหรือกระเจี๊ยบแดงที่ผู้คนรับรู้กันตลอดมาคือเป็นเครื่องดื่มแก้กระหาย ให้ความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า แต่ในความเป็นจริงแล้วกระเจี๊ยบนั้นยังให้ประโยชน์ในทางเภสัชหรือในทางยาไม่น้อยเลยทีเดียว
     กระเจี๊ยบเป็นพืชล้มลุกลักษณะไม่พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-3 เมตร กลีบดอกมีสีชมพู ส่วนเมล็ดและกลีบเลี้ยงเป็นสีแดงเข้ม (ส่วนกลีบเลี้ยงนี้เองที่นำมาต้มดื่ม)

ข้อมูลทางพฤษศาสตร์
อาณาจักร : Plantae
หมวด : Magnoliophyta
ชั้น : Magnoliopsida
อันดับ : Malvales
วงศ์ : Malvaceae
สกุล : Hibiscus
สปีชีส์ : H. sabdariffa
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa L.
ชื่อสามัญ : Jamaican Sorel, Roselle
วิธีการทำน้ำกระเจี๊ยบเพื่อให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่
     นำเมล็ดกระเจี๊ยบพร้อมกลีบเลี้ยงที่โตเต็มที่ มีสีแดงจัดมาตากจนแห้ง จากนั้นนำมาล้างน้ำและพักเอาไว้ นำน้ำมาต้มให้เดือดจากนั้นนำกระเจี๊ยบแห้งที่เตรียมไว้ลงไปต้มประมาณ 20-30 นาที จะได้น้ำกระเจี๊ยบสีแดงเข้ม ยกออกกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำกระเจี๊ยบที่มีรสเปรี้ยว นำน้ำที่กรองได้มาเติมน้ำตาลทรายให้มีความหวานปนเปรี้ยว เทใส่ขวดแช่ตู้เย็นไว้ดื่มได้นานหลายวัน

กระเทียม
     กระเทียม (Garlic; ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium sativum) เป็นพืชสมุนไพรหรือเครื่องเทศที่มีประโยชน์และสรรพคุณมากมาย อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยในครัวของทุกชาติทุกภาษา ไม่ว่าจะเป็นครัวไทย ครัวจีน ครัวฝรั่งหรือครัวญี่ปุ่นก็ตาม
ลักษณะทั่วไปของกระเทียม
     กระเทียมเป็นพืชล้มลุกประเภทกินหัว ลำต้นสูง 1-2 ฟุต มีหัวลักษณะกลมแป้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 นิ้ว ภายนอกของหัวกระเทียมมีเปลือกบางๆหุ้มอยู่หลายชั้น ภายในหัวประกอบแกนแข็งตรงกลาง ด้านนอกเป็นกลีบเล็กๆ จำนวน 10-20 กลีบ เนื้อกระเทียมในกลีบมีสีเหลืองอ่อนและใส  มีน้ำเป็นองค์ประกอบสูง มีกลิ่นฉุนจัด


ลำต้นและหัวกระเทียมสด
แหล่งเพาะปลูก
     กระเทียมสามารถปลูกได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย แต่นิยมปลูกกันมากทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากมีสภาพดินและสภาวะอากาศที่เหมาะสมมากกว่าภาคอื่นๆ ทำให้กระเทียมเจริญเติบโตได้ดี ได้ผลผลิตสูงและมีรสชาติที่ดีกว่า


ต้นกระเทียมในแปลงปลูก
ข้อมูลของกระเทียมในทางพฤกษาศาสตร์
อาณาจักร – Plantae
หมวด – Magnoliophyta
ชั้น – Liliopsida
อันดับ – Asparagales
วงศ์ – Amaryllidaceae
วงศ์ย่อย – Allioideae
สกุล – Allium
ชนิด – A. sativum
กระเทียมสดสำหรับประกอบอาหาร

ประโยชน์ของกระเทียม
     ประโยชน์ของกระเทียมในทางตรงก็คือเป็นส่วนประกอบของอาหารคาวได้หลากหลายมาก ทั้งต้ม ผัด แกง ทอด ส่วนประโยชน์ทางอ้อมก็คือสรรพคุณของกระเทียมในด้านยาและการป้องกันรักษาโรคนั่นเอง ซึ่งกระเทียมสามารถให้ประโยชน์ต่อร่างกายของเราในหลายๆด้านอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งคนโบราณยังใช้กระเทียมในการรักษาโรคผิวหนังจำพวกกลากเกลื้อน ประโยชน์ของกระเทียมเพิ่มเติมคือช่วยรักษาแผลที่เน่าเปื่อยและเป็นหนอง ป้องกันโรคเบาหวาน และช่วยขจัดพิษสารตะกั่ว


เมนูอาหารจากกระเทียม
สรรพคุณของกระเทียม ที่น่าสนใจมีดังนี้
1. ช่วยป้องกันและรักษาโรคความดันโลหิต
2. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งและเนื้องอก
3. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
4. ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
5. บำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง
6. ช่วยขับลม แก้อาการจุดเสียด
7. ช่วยถ่ายพยาธิ
8. ช่วยป้องกันและรักษาอาการของโรคหวัด
9. ช่วยบำรุงผิวพรรณและป้องกันโรคผิวหนังจากเชื้อรา เช่น กลาก เกลื้อน
10. ช่วยสร้างภูมิต้านทางให้ร่างกายและช่วยป้องกันโรคหัวใจ
11. ช่วยรักษาและลดการเกิดสิว
12. ช่วยรักษาอาการเยื่อบุจมูกอักเสบและโรคอื่นๆในโพรงจมูก
13. ช่วยในระบบไหลเวียนโลหิต ให้โลหิตไหลเวียดีขึ้น
14. กระเทียมมีสรรพคุณช่วยลดอาการท้องผูก ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น
15. กระเทียมมีประโยชน์ในการลดอาการปวดฟันได้
16. สรรพคุณของกระเทียมยังช่วยป้องกันอาการโรคเบาหวานได้
วิธีเลือกซื้อกระเทียม
การเลือกซื้อกระเทียมนั้น มีหลักพิจารณง่ายๆคือ เลือกกระเทียมที่หัวแน่น กลีบแน่น เปลือกบาง มีเนื้อสีเหลืองอ่อน สด แน่น ไม่ฝ่อและไม่มีเชื้อรา ที่สำคัญถ้าต้องทำอาหารที่ต้องการกลิ่นแรงๆ ต้องเลือกกระเทียมหัวเล็กเท่านั้น


กระเทียมสดคุณภาพดี

กระเบาน้ำ
     กระเบาน้ำ (Chaulmoogra) หรือที่เชียงใหม่เรียกกระตงดง, กระเบาข้าวเหนียว, กระเบาข้าวแข็ง ส่วนลำปางเรียกดงกระเบา เขมรเรียกระเบาดึก โคราชเรียกกระเบาใหญ่ ปัตตานีเรียกกาหลง, กุลา ประจวบคีรีขันธ์เรียกหัวค่าง และในภาคใต้เรียกเบา ภาคเหนือเรียกมะกูลอ ตลอดจนชาวจีนเรียกตั้วฮวงจี๊ เป็นต้น อยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และกระจายพันธุ์ไปตามภูมิภาคอินโดจีน ซึ่งในประเทศไทยสามารถพบได้แทบทุกภาคเลยทีเดียว
ลักษณะของต้นกระเบาน้ำ
     สำหรับต้นกระเบาน้ำนั้นเป็นพืชจำพวกต้นขนาดกลาง เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 10 – 15 เซนติเมตร เปลือกเรียบสีเทา เป็นใบเดี่ยวสีชมพูแดง เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ออกเรียงแบบสลับ รูปรียาวแกมขอบขนาน ปลายใบแหลม โคนมน ขอบเรียบ ส่วนดอกของกระเบาน้ำนั้นจะมีสีขาวนวล ช่อหนึ่งมีประมาณ 5 – 10 ดอก กลิ่นหอมฉุน


กระเบาน้ำ
โดยดอกจะแยกเพศอยู่คนละต้น ในเพศผู้จะออกดอกเดี่ยว มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ สีชมพู ส่วนเพศเมียจะออกเป็นช่อสั้นๆ กลีบเลี้ยงและดอกจะเหมือนกับเพศผู้ และผลของกระเบาน้ำเป็นผลใหญ่รูปทรงกลม เปลือกผลแข็งและหนาสีน้ำตาล ผิวเรียบ บริเวณผิวขนลักษณะคล้ายกำมะหยี่สีน้ำตาล เนื้อในมีสีขาวอมเหลือง มีเมล็ดสีดำอยู่ประมาณ 30 – 50 เมล็ด และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 – 4 นิ้ว
ประโยชน์และสรรพคุณของต้นกระเบาน้ำ
ลำต้น – สามารถนำไปเป็นวัสดุในการก่อสร้าง
ผล – ผลแก่สุกใช้สำหรับเป็นอาหารรับประทาน
เมล็ด – เมล็ดแก่สามารถนำไปบีบเป็นน้ำมันทาแก้โรคผิวหนังต่างๆ และวัณโรค โดยในสมัยก่อนมักนิยมนำมาใช้สำหรับรักษาโรคเรื้อน ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว
     นอกจากนี้ กระเบาน้ำยังสามารถช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ด้วย นับว่าเป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก และนอกจากจะมีประโยชน์มากมายต่อร่างกายแล้ว ยังสามารถรักษาโรคผิวหนังเรียกได้ว่าแทบทุกชนิดเลยก็ว่าได้

กระแตไต่ไม้
     กระแตไต่ไม้ (Oak-Leaf fern, Drynaria) เป็นสมุนไพรที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น กาญจนบุรีเรียกสไบนาง, ใบหูช้าง หรือหัวว่าว ปัตตานีเรียกหว่าว หรือกะปรอกว่าว ส่วนในภาคเหนือเรียกกุดตีนปง, กะปรอกหัวลง, กูดไม้ หรือกูดอ้อม และมลายูเรียกเดากาโล้ะ เป็นพืชจำพวกหัวหรือเหง้า กระจายพันธุ์อยู่ในเขตร้อนอย่างอินเดีย ศรีลังกา ฯลฯ ส่วนของไทยเราพบได้แทบทุกภาค โดยมักพบเกาะตามต้นไม้ใหญ่ หรือบริเวณโขดหินที่ค่อนข้างชุ่มชื้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในป่าดิบแล้ง ป่าชายเลน หรือป่าเต็งรัง
ลักษณะทั่วไปของกระแตไต่ไม้
     กระแตไต่ไม้เป็นไม้ล้มลุกประเภทเฟิร์น โดยลำต้นจะทอดนอนได้ยาวถึง 1 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร ส่วนบริเวณเหง้าจะอ้วนเป็นหัวกลมๆ มีเกล็ดสีน้ำตาลเข้มปกคลุมอยู่ และมีขนยาวคล้ายกำมะหยี่ ใต้เหง้าเป็นรากทำหน้าที่หาอาหารมีสีน้ำตาล ส่วนเนื้อข้างในเป็นสีขาวและเขียว เป็นใบเดี่ยว ใบกาบรูปไข่ ปราศจากก้าน ขอบใบหยักตื้น มีปลายแหลม ตรงโคนและปลายมน ใบกาบมักออกในช่วงฤดูฝน สีเขียวอ่อน หากเป็นฤดูแล้งจะมีสีน้ำตาล


ต้นกระแตไต่ไม้
ใบของกระแตไต่ไม้นี้แบ่งได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นใบที่ไม่มีการสร้างสปอร์ โดยใบจะตั้งเฉียงกับลำต้น รูปไข่ ปลายมนหรือแหลม มีฐานรูปหัวใจ ใบประเภทนี้จะไม่มีก้าน และส่วนอีกชนิดหนึ่งจะเป็นใบแบบที่มีการสร้างสปอร์ มีแผ่นใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายเรียวแหลม บริเวณฐานเป็นรูปลิ่ม เรียงตัวกันแบบขนนก สีเขียวหม่น เนื้อใบค่อนข้างเหนียว
ประโยชน์และสรรพคุณของกระแตไต่ไม้
     หัว ช่วยในการขับปัสสาวะ แก้นิ่ว หรือไตพิการ ขับพยาธิ แก้เบาหวาน ช่วยรักษาแผลเนื้อร้าย แก้แผลพุพอง ตลอดจนควบคุมธาตุ ขับระดูขาว ให้รสจืด
     นอกจากนี้ กระแต่ไต่ไม้ยังนิยมปลูกเพื่อนำมาทำเป็นไม้ประดับตกแต่งเพื่อความสวยงามอีกด้วย และยังเชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่ให้คุณด้านเมตตามหานิยม ช่วยให้กิจการค้าขายเจริญรุ่งเรือง จึงทำให้กระแตไต่ไม้นี้ได้รับความนิยมมากขึ้น

กระดังงา
     กระดังงาหรือกระดังงาไทย (Ylang Ylang, Kenanga, Perfume) เป็นสมุนไพรที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียกว่ากระดังงาใหญ่, สะบันงา หรือกระดังงาไทย เป็นต้น เป็นพืชจำพวกต้น อยู่ในตระกูลเดียวกับน้อยหน่าและการเวก นิยมขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด มีแหล่งกำเนิดในเอเชียเขตร้อน ในประเทศฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
ลักษณะทั่วไปของกระดังงา
     กระดังงานั้นเป็นไม้เลื้อยทรงพุ่มโปร่ง มีดอกออกตลอดทั้งปี เป็นดอกแบบช่อกระจุกตามซอกใบหรือปลายกิ่งประมาณ 4 – 6 ดอก แบ่งออกเป็น 2 ชั้น กลีบดอกสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอมมาก และมีบางชนิดที่เป็นเถาเลื้อย ลำต้นสูงประมาณ 15 – 25 เมตร บริเวณโคนต้นมีปุ่มอยู่เล็กน้อยแต่สามารถแตกกิ่งก้านได้มาก ส่วนเปลือกของต้นกระดังงามีสีเทาหรือน้ำตาลเป็นต้นเกลี้ยง โดยเปลือกจะมีการหนาตัวขึ้นตามอายุของต้น เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับคล้ายรูปวงรี ตรงปลายแหลม โคนมนสอบแหลม และขอบใบนั้นจะเรียบเป็นคลื่นสีขาวๆ



ดอกกระดังงา
ประโยชน์และสรรพคุณของกระดังงา
เปลือกต้น – ช่วยในการแก้อาการท้องเสีย และขับปัสสาวะ รวมถึงปัสสาวะพิการ ให้รสฝาดเฝื่อน
เนื้อไม้ – ช่วยแก้อาการปัสสาวะพิการ และช่วยขับปัสสาวะ ให้รสขมเฝื่อน
ดอก – ช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ตลอดจนบำรุงธาตุ และบำรุงโลหิต ให้รสหอมสุขุม
     นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อกันว่าหากบ้านใดมีต้นกระดังงาจะช่วยทำให้มีชื่อเสียงโด่งดัง เพราะคำว่า กระดังก็คือ การทำให้เกิดเสียงดังไปไกล แม้กระทั่งในสมัยโบราณก็มีความเชื่อเกี่ยวกับต้นกระดังงานี้เช่นกัน อย่างในบันทึกโบราณที่ว่า เสียงดังเหมือนนกการะเวกที่มีเสียงดังและไพเราะจนก้องไปไกลถึงแดนสวรรค์ จึงทำให้มีบางคนเรียกกระดังงานี้ว่าการะเวก
     ซึ่งเรียกได้ว่ากระดังงานี้เป็นไม้มงคลที่ช่วยในการเสริมชื่อเสียงให้โด่งดัง ทำให้ผู้คนเคารพเป็นที่นับหน้าถือตา หากปลูกควรปลูกในทิศตะวันออกของบ้านซึ่งเชื่อว่าเป็นทิศที่ดีเป็นสิริมงคลสำหรับตัวบ้านและผู้อยู่อาศัย

กระถิน
     กระถิน หรือกระถินดอกขาว, กระถินไทย, สะตอบ้าน, สะตอเทศ (Wild Tamarind) นั้นเป็นพืชจำพวกต้นชนิดหนึ่ง อยู่ในหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิกและอเมริกาเขตร้อน ส่วนในประเทศไทยนั้นเริ่มนำสมุนไพรชนิดนี้เข้ามาปลูกตั้งแต่ช่วงสมัยสุโขทัยเลยทีเดียว และเพราะต้นกระถินนั้นปลูกง่ายขยายพันธุ์ได้ดีจึงทำให้สามารถพบเห็นได้ง่าย
ลักษณะของกระถิน
     สำหรับต้นกระถินนั้นเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ไม่ผลัดใบ สูงประมาณ 3 – 10 เมตร เปลือกลำต้นมีสีเทา ส่วนใบนั้นคล้ายขนนกสองชั้น เรียงสลับ ยาวประมาณ 12.5 – 25.0 เซนติเมตร โดยแยกแขนงออกประมาณ 3 – 19 คู่ แกนกลางใบมีขน โคนใบเบี้ยว ปลายแหลม และดอกกระถินนั้นจะมีสีขาว โดยออกดอกเป็นช่อประมาณ 1 – 3 ช่อ แบบกระจุกแน่นตามง่ามใบรวมทั้งปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงโคนคล้ายรูประฆังติดกัน มีกลีบดอกอยู่ 5 กลีบ ปลายเป็นรูปสามเหลี่ยม 5 แฉก เมื่อดอกกระถินบานเจริญเต็มที่แล้วกว้างประมาณ 2.0 – 2.5 เซนติเมตร และเมล็ดเป็นมันมีสีน้ำตาลรูปไข่แบนกว้าง

ฝักกระถิน
ประโยชน์และสรรพคุณของกระถิน
     สำหรับประโยชน์และสรรพคุณทางยาของกระถินนั้นได้มาจาก 2 ส่วนหลักๆ ดังนี้
ดอก – ช่วยแก้เกล็ดกระดี่ขึ้นตา และบำรุงตับ ให้รสมัน
ราก – นับได้ว่าเป็นยาอายุวัฒนะเลยทีเดียว ช่วยในการขับลม ขับระดูขาว ให้รสจืดและเฝื่อน





ดอกกระถิน
     สำหรับใครที่กำลังมองหากระถินอยู่ล่ะก็ ควรเลือกซื้อยอดกระถินที่มีความสดใหม่เสมอ โดยไม่ร่วงโรยหรือเหี่ยวเฉา เมื่อซื้อมาแล้วควรนำมาห่อไว้ด้วยกระดาษอาจเป็นกระดาษหนังสือพิมพ์ก็ได้ จากนั้นก็ใส่กล่องพลาสติกไว้แล้วปิดฝาให้มิดชิดเก็บไว้ในตู้เย็นช่องผัก เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยยืดอายุของกระถินในมือได้เพิ่มขึ้น
     แต่อย่างไรก็ตาม แม้กระถินจะมีประโยชน์มาก แต่โทษของมันก็มีอยู่เช่นกันคือในกระถินจะช่วยดูดซับธาตุซีลีเนียมจากดินมาสะสมไว้เป็นจำนวนมากทำให้อาจเกิดพิษขึ้นได้ และในใบกระถินจะมีสารลิวซีนีนที่ทดลองในสัตว์พบว่าทำให้ขนร่วงและเป็นหมัน แต่ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานถึงอันตรายข้อนี้ในมนุษย์

กฤษณา
     กฤษณา (Agarwood, Eagle Wood, Aloe Wood, Aglia, Akyaw, Calambac) เป็นสมุนไพรที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ในปัตตานีเรียกกายูการู, กายูกาฮู, ไม้หอม หรือเนื้อไม้ เป็นต้น เป็นพืชจำพวกต้นที่มีกลิ่นหอมมาก เป็นไม้หวงห้ามมิให้มีการตัดจำหน่าย เพราะต้นกฤษณานี้ใกล้สูญพันธุ์ เนื่องจากมีผู้คนแอบลักลอบเข้าไปตัดไม้กันเป็นจำนวนมากนั่นเอง
ลักษณะทั่วไปของกฤษณา
     ต้นกฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 18 – 30 เมตร ขนาดรอบลำต้นประมาณ 1.5 – 1.8 เมตร เปลือกต้นสีเทาอมขาว ในต้นแก่เปลือกจะแตกเป็นร่องยาวตื้นๆ และเปลือกด้านในมีสีขาวอมเหลือง พร้อมมีรูระบายอากาศกระจายอยู่ทั่วไป ใบเดี่ยวรูปทรงรีออกแบบเรียงสลับ ปลายใบเรียวแหลม โคนมน ส่วนขอบใบจะเป็นคลื่นแบบม้วนตัวลงเล็กน้อย มีดอกเล็กๆ เป็นช่อตามซอกใบ สีเขียวอมเหลือง กลีบเลี้ยงติดกัน ส่วนปลายแยกออกเป็น 5 แฉก ผลรูปไข่ ผิวผลขรุขระเป็นลายสีเขียวซึ่งหนาและแน่นมีขนนุ่มสีน้ำตาลอมเหลืองละเอียดสั้นๆ ขึ้น และผลจะเริ่มแก่ในช่วงเดือนสิงหาคมของทุกปี


เนื้อไม้กฤษณาและลำต้น
     ลักษณะของเนื้อไม้กฤษณามีทั้งแบบที่เป็นเนื้อไม้หอมมีน้ำมันและแบบธรรมดา โดยเนื้อไม้แบบธรรมดาปกติจะมีสีขาวนวลๆ และหลังตัดมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ซึ่งเนื้อไม้มีลักษณะหยาบปานกลาง เป็นเสี้ยนตรง เลื่อยง่าย ส่วนเนื้อไม้หอมที่มีน้ำมันนั้นจะเป็นสีดำ มีความหนักที่สามารถจมน้ำได้ ส่วนคุณภาพจะวัดกันที่ปริมาณน้ำมันภายในเนื้อไม้เป็นหลัก

เนื้อไม้กฤษณาแห้ง
ประโยชน์และสรรพคุณของกฤษณา
เนื้อไม้ – ช่วยแก้อาการเป็นลมวิงเวียนศีรษะ แก้ไข้ ช่วยขับเสมหะและลม บำรุงโลหิตและหัวใจ ช่วยให้หัวใจชุ่มชื่น แก้อาการตับปอดพิการ แก้อาการปวดตามข้อ นอกจากนี้ยังสามารถนำมาต้มดื่มแก้อาการร้อนในกระหายน้ำได้อีกด้วย ตลอดจนแก้ลมกองละเอียด และใช้เป็นยาบำรุงหัวใจในช่วงเช้า
     ซึ่งไม้กฤษณานี้ถือได้ว่าเป็นไม้ที่มีมูลค่าสูงทีเดียว เนื่องจากมีกลิ่นหอมและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่างๆได้มากมาย จึงได้รับความนิยมจากผู้คนเป็นจำนวนมากเป็นที่ต้องการของตลาดโลก สำหรับในประเทศไทยของเรานิยมปลูกต้นกฤษณากันมากในแถบภาคใต้

กล้วยไข่
     กล้วยไข่ (Pisang Mas) เป็นเป็นผลไม้ชนิดหนึ่งในตระกูลกล้วย เป็นพืชเขตร้อน สามารถปลูกได้ทุกภาคของไทย โดยเฉพาะจังหวัดกำแพงเพชร เรียกได้ว่าเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดเลยทีเดียว โดยกล้วยไข่นี้ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญนำรายได้เข้าสู่ประเทศได้มากมาย เนื่องจากมีรสชาติดี อร่อย หอม ปัจจุบันเป็นสินค้าส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์และฮ่องกง
ลักษณะทั่วไปของกล้วยไข่
     กล้วยไข่เป็นผลไม้และพืชสมุนไพรจำพวกต้น มีลำต้นสูงประมาณ 2.5 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15-20 เซนติเมตร ใบรูปไข่ม้วนงอขึ้น ปลายแหลม มีร่องกว้าง ก้านใบสีเขียวอมเหลือง โคนก้านมีปีกสีชมพู บริเวณช่อดอกมีขนอ่อน ส่วนผล 1 เครือ มีประมาณ 6-7 หวี ใน 1 หวีมีผลประมาณ 12-14 ผลด้วยกัน เป็นผลที่ค่อนข้างเล็ก เปลือกบาง ผลสุกสีเหลือง เมื่อผลงอมอาจมีจุดดำๆ ประปราย รสชาติหวานอร่อย


เครือกล้วยไข่
ประโยชน์และสรรพคุณของกล้วยไข่
ยาง – ช่วยในการสมานแผล ห้ามเลือด ให้รสฝาด
ผลดิบ – ใช้ชงน้ำร้อนหรือบดเป็นผงรับประทาน ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และท้องเสียเรื้อรัง ให้รสฝาด
ผลสุก – ช่วยบำรุงกำลัง เป็นยาระบาย และรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ให้รสหวาน
หัวปลี – ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด แก้โรคกระเพาะอาหารและลำไส้ และโรคโลหิตจาง ให้รสฝาด
ใบ – ใช้ต้มอาบแก้ผดผื่นคัน หรือนำไปปิ้งไฟปิดทับบาดแผลไฟไหม้ ให้รสจืด
ราก – นำไปต้มดื่มแก้ไข้ ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยสมานภายใน แก้บิด ผื่นคัน ท้องเสีย ให้รสฝาดเย็น
หยวก – นำไปเผาไฟรับประทานช่วยในการขับถ่ายพยาธิ ให้รสฝาดเย็น
เหง้า – ช่วยรักษาแผลภายในบริเวณทวารหนัก หรือปรุงเป็นยาแก้ริดสีดวงทวารแบบมีเลือดออก ให้รสฝาดเย็น
 
หวีกล้วยไข่
     นอกจากการรับประทานผลสดแล้ว ยังสามารถนำกล้วยไข่ไปแปรรูปในเทศกาลสารทไทย หรือรับประทานเป็นเครื่องเคียงข้าวเม่าคลุก และยังสามารถนำไปใช้ทำขนมต่างๆ ได้ เช่น กล้วยบวชชี หรือกล้วยเชื่อม เป็นต้น จะเห็นได้ว่ากล้วยไข่นั้นมีประโยชน์มากมายจริงๆ เรียกได้ว่าแทบทุกส่วนของต้นกล้วยเลยทีเดียว













ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น